เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568
เรื่อง เมตตาสมาธิบำบัดโรค
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึกว่าเราปล่อยวางผัสสะความเกาะความเชื่อมโยงความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ร่างกายออกไป ผ่อนคลายปล่อยวาง จนจิตรวมเข้าถึงความสงบเบาสบายผ่องใส
จากนั้นปล่อยวางความกังวลภาระของใจห่วงทั้งหลาย ภาระหน้าที่การงาน ความห่วงใยอาลัยในบุคคล สินทรัพย์สิ่งของ หรืออารมณ์ที่เรามีความอาลัยอาวรณ์ทั้งหลาย ปล่อยวางอารมณ์ ที่มีความเกาะความห่วงความยึด ปล่อยวางออกจากใจของเรา จนจิตเบารวมเข้าสู่ความสงบ เบาสงบนิ่งผ่องใส กำหนดจิตจดจ่อรวมอยู่กับสมาธิ ฌานเอกัคคตารมณ์อุเบกขาต่อทุกสิ่งที่มากระทบทางอายตนะ พร้อมกับน้อมเข้าไปสู่จิตของเรา ว่านับแต่นี้ต่อไปถึงแม้ว่าอยู่นอกสมาธิ แต่จิตเราได้ถูกฝึกให้มีความมั่นคงตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีอุเบกขาต่อสิ่งที่มากระทบทั้งหลาย ไม่หวั่นไหวโน้มเอนถูกชักจูง ไปในกระแสแห่งสิ่งที่เป็นความเศร้าหมองเป็นบาปเป็นอกุศลกรรม จิตตั้งมั่นมั่นคงในไตรสรณคมน์ในบุญกุศลในความดี ในกระแสแห่งมรรคผลพระนิพพาน นิ่งสงบผ่องใส
เมื่อจิตรวมสงบเป็นสมาธิแล้ว สำหรับวันนี้เราก็จะมาเรียนเมตตาสมาธิ ที่เป็นสมาธิบำบัด คือการบำบัดเยียวยาป้องกัน สิ่งที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย เริ่มต้นเราก็กำหนดรู้ธรรม เข้าใจทบทวน สิ่งที่เรารู้สิ่งที่เราปฏิบัติในธรรมะที่เราทราบอยู่แล้ว เราก็ฟังซ้ำไปทบทวนไปให้มีความลึกซึ้งแตกฉานขึ้น เบื้องต้นเราก็ทำความเข้าใจตั้งแต่การปฏิบัติที่เราฝึกกัน มีประโยชน์ในส่วนที่นำมาใช้ในเรื่องของการบำบัดเป็นสมาธิบำบัดได้อย่างไรบ้าง
เริ่มต้นก็ตั้งแต่การที่เราฝึกปล่อยวางร่างกาย การปล่อยวางร่างกายยิ่งปล่อยวางมากเท่าไหร่ จิตที่มันไปเกาะกายมาก ถ้าจิตเราห่วงกายมากเกาะกายมาก มันจะเกิดสภาวะที่เป็นความเครียด เมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายมันเกิดความเครียดขึ้น ฮอร์โมนที่เป็นโทษฮอร์โมนของความเครียดมันหลั่งออกมา มันก็มีผลกับสุขภาพร่างกายของเรา แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่จิตเรารวมลงสู่สมาธิ จิตเรามีความสงบมีความผ่อนคลาย ความเครียดในระดับเซลล์มันก็ลดลง พันธะความยึดความเกาะความแน่นของเซลล์ มันก็มีความเบาลง ความเครียดในระดับเซลล์นี้มันมีผล อุปมาเหมือนเซลล์มันมีการบีบมีการเกร็งตัวอยู่ คราวนี้เมื่อไหร่ที่มันมีความเครียดอยู่ การแบ่งตัวของเซลล์ก็คือการสร้างเซลล์ใหม่ มันก็ถูกรบกวนจากสภาวะความเครียด ยิ่งผ่อนคลายยิ่งเบา พันธะการกดทับความเครียดในระดับเซลล์มันก็ลดลง การแบ่งเซลล์ของร่างกายสร้างเซลล์ใหม่ อันนี้ก็เป็นเหตุอีกเหตุผลหนึ่งที่เวลาที่เราฝึกสมาธิ ร่างกายเขาก็จะสามารถสร้างเซลล์ใหม่ได้มากกว่าคนที่มีความเครียด ยิ่งเครียดยิ่งทำลายเซลล์ ยิ่งเกิดฮอร์โมนที่ไม่ดีหลั่ง ยิ่งเกิดการอักเสบในร่างกาย พอเซลล์ในร่างกายมันแบ่งตัวได้ดี คราวนี้มันก็กลายเป็นว่าเราทำสมาธิแล้วสุขภาพดีเป็นหนุ่มเป็นสาว ร่างกายมาซ่อมเซลล์ได้มากกว่าปกติ อันนี้เป็นเรื่องที่อธิบายให้ฟังทำความเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์
คราวนี้ที่มันมากกว่านั้นเข้าไปอีกที่มันสูงขึ้นเป็นความเข้าใจที่มันลึกขึ้น ก็คือเวลาที่เราฝึกอานาปานสติในเมตตาปานสติที่เราฝึกกัน จับลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม กำหนดพิจารณากลั่นมวลอากาศให้กลายเป็นปราณเป็นพลังชีวิตเป็นชี่เป็นพลัง ตรงนี้มันก็เป็นการที่ใช้จิตตานุภาพใช้จิตกำหนด คือใช้จิตกลั่น คือแปลงธาตุจากธาตุธรรมดา ก็คืออากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซชนิดต่างๆหลายชนิด แต่ที่จำเป็นแล้วก็สำคัญกับร่างกายก็คือออกซิเจน คราวนี้เวลาที่เรากลั่นให้อากาศมันกลายเป็นปราณเป็นพลังชีวิต มันกลายเป็นว่า อากาศซึ่งมันเป็นอาหารของเซลล์ ซึ่งมันจะต้องถูกส่งไปตามปอด มาฟอกซึมซับออกซิเจนแล้วก็ซึมผ่านกระแสโลหิตตรึงไว้กับเฮโมโกลบิน คราวนี้สิ่งที่เรากลั่นส่งไปไม่ใช่แค่ออกซิเจน มันก็มีพลังชีวิตไปหล่อเลี้ยงเซลล์เพิ่มไปด้วย อันนี้ถ้าใครฝึกปราณร่วมกันกับการฝึกกาย ฝึกร่างกาย เราก็จะพบว่าเรามีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปมากกว่ามนุษย์ทั่วไปธรรมดา เรียกว่ามากกว่าพอสมควร แต่ถ้าเราไม่ได้เอาไปใช้ทางด้านพลัง อันที่จริงเราก็สามารถที่จะใช้สมาธิใช้จิตโคจรขับเคลื่อน ให้พลังของปราณมันไหลเวียนส่งไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย หรือโคจรเป็นการโคจรพลังปราณ อันนี้ก็จะอยู่ในภาคของการที่เราไปเรียนในอัลติเมทฮีลเลอร์อีกทีนึง แต่นี่จะพูดให้ฟังทำความเข้าใจคร่าวๆไม่ได้ลงลึกมาก แต่สามารถที่จะพอจะนำไปใช้ได้ พอคราวนี้ปราณพลังชีวิต มันถูกซึมซาบไปในอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ร่างกายเขาก็ฟื้นตัวมีความแข็งแรงมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปที่เขาไม่ได้กำหนด ไม่ได้ฝึกหรือแม้แต่คนที่ฝึกแค่จับลมเป็นอานาปาเฉยๆ เทียบกับคนที่กลั่นอานาปาให้กลายเป็นปราณ ตรงนี้ก็จะสูงขึ้นมา มีความลึกซึ้งเพิ่มขึ้นมามากกว่า มีประโยชน์ที่มันเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับร่างกายมากกว่า
ส่วนต่อมาที่มันมีผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้จะนำเรื่องสมาธิบำบัดมาใช้ ก็เพราะว่าช่วงนี้มันเป็นช่วงของฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเราอย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างออกไปข้างนอก มีหลายคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มันมีฝุ่นละอองสูง บางคนก็ไม่ยอมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น ตรงนี้ก็ถือว่าประมาทและอันตราย เหตุผลเพราะว่าฝุ่น PM ในรอบนี้ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้มันมีพิษ ความเป็นพิษที่มันแฝงมากับฝุ่นมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากฝุ่นมันเกิดขึ้นจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ของเหลือใช้ซังข้าวซังอ้อยซังข้าวโพด ซึ่งล่าสุดปีนี้เป็นปีที่มีการเปลี่ยนสูตรปุ๋ยสารเคมียาฆ่าแมลง และที่สำคัญก็คือสูตรที่มันปรากฏขึ้นใหม่เป็นสูตรที่มีพิษเมื่อเผา เพราะว่าเวลาปุ๋ยเคมีมันอยู่ในดินมันเกาะอยู่ที่ผิวดิน หรือว่าถูกดูดซึมไปที่ก้านที่ลำต้นของพืช คราวนี้พอเผามันกลายเป็นละออง แต่คราวนี้เคมีมันปนอยู่กับละอองหมอกควันพิษควัน PM 2.5 ไปด้วย คราวนี้ถึงเวลาที่มันฟุ้งมาแล้วก็ปริมาณมันสูง ปริมาณที่มันมีความเข้มข้นสูง มันก็ก่อทั้งพิษก่อทั้งการระคายเคืองตามเนื้อเยื่อต่างๆแล้วก็ก่อให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองแล้วก็หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ อย่างล่าสุดก็มีข่าวซึ่งไม่ได้แพร่หลายหรือถูกประชาสัมพันธ์ให้รู้ ก็คือช่วงนี้เป็นช่วงที่มีผู้ป่วยเต็มโรงพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเดินหายใจ แล้วก็อาการที่หัวใจวายเฉียบพลัน มีคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งแล้วกลายเป็นว่าเกิด heart attack เป็นจำนวนหลายคน
ดังนั้นการที่เราป้องกันตัวเองและสมาธิที่เราฝึกอานาปานสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครฝึกสมาธิกันกับผม เราจะฝึกที่จะให้อานาปาหรือการฝึกปราณของเราเข้าถึงฌาน เวลาที่จิตเราสงบลงเข้าสู่สมาธิในระดับฌานโดยเฉพาะอย่างยิ่งฌาน 2 ลมหายใจก็เบาลงมาก ฌาน3 ลมหายใจเหลือน้อยนิดเดียว นั่นแปลว่าใน 1 นาทีคนทั่วไปเขาหายใจนาทีละ 20 ครั้งแบบเต็มๆ คนที่ออกกำลังกายหายใจถี่ยิ่งกว่านั้นแล้วก็สูดปริมาณอากาศเข้าไปเป็นจำนวนลิตรมากกว่าเวลาที่เราฝึกสมาธิมาก ยิ่งออกกำลังกายหนักมากเท่าไหร่ยิ่งใช้การหายใจเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น นั่นก็คือถ้าเราคำนวณดูว่าเราหายใจไป 1 ลิตรใน 1 ลิตรมีความเข้มข้นเช่น PM มีปริมาณระดับ 60 ppm หรือ 100 ppm นั่นก็แปลว่ายิ่งหายใจเข้าไปหลายลิตรมาก เราก็รับฝุ่นพิษเข้าไปสะสมในร่างกายมาก แต่ถ้าเราหายใจน้อยครั้งปริมาณการหายใจมันน้อยนิดเดียว ใน 1 ชั่วโมงก็เท่ากับว่าเรารับเก็บเอาฝุ่นพิษเข้าไปในร่างกายน้อยกว่าคนทั่วไปมาก มากกว่าเรียกว่าน่าจะเป็นร้อยเท่าด้วยซ้ำ
ดังนั้นการที่เราทรงฌานได้ มันก็ช่วยทำให้เราลดอัตราการดูดซึมด้วยการหายใจเอาควันพิษเข้าไป อย่างสมัยก่อนเวลาที่ฝึกวิทยายุทธ หรือเป็นจอมยุทธทั้งหลาย เวลาที่เขาสัมผัสได้ว่ามีการแพร่พิษมาในอากาศ เขาก็จะกำหนดลมปราณ จับลมหายใจจับปราณ กำหนดสกัดกั้นไม่ให้พิษมันเข้าไปในร่างกาย อันนี้ของเราก็ใช้ฌานคือสมาธินิ่ง รู้ว่าตอนนี้ปริมาณฝุ่นมากเราก็ใส่หน้ากากด้วยแล้วก็ไม่หายใจแรงเข้าสมาธิเพื่อลดปริมาณฝุ่นพิษ อันนี้ก็คือประโยชน์ของการที่เราฝึกอานาปานสติแล้วเอามาใช้ในเรื่องสถานการณ์ของฝุ่นพิษในช่วงนี้
ส่วนต่อมาในเรื่องของการปฏิบัติธรรมทำสมาธิเจริญพระกรรมฐานแล้วก็มาประยุกต์ใช้กับการใช้สมาธิบำบัด นั่นก็คือการรู้กายคตามหาสติปัฏฐาน 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดรู้ในอาการ 32 การกำหนดรู้ในอาการ 32 นั่นก็คือ ถ้าเราใช้ภาคทิพย์ญาณเครื่องรู้ไปกำหนด เวลาที่ฝึกจริงเราจะรู้สึกสัมผัส อย่างตอนนี้ก็ให้เรากำหนดเลย รู้สึกสัมผัสได้ว่าร่างกายมันโปร่งแสง กำหนดตอนนี้อยู่กับกายก่อน เห็นกายมันใสโปร่งแสง เหมือนกับเห็นทะลุอวัยวะภายในทั้งหมด เห็นมันสมอง เห็นลูกตา เห็นหลอดเลือดเส้นประสาทจากลูกตาด้านหลังที่มันไปเชื่อมกับสมอง เห็นกระดูกสันหลังเส้นใหญ่เส้นประสาทจากสมองที่มาเกาะกับแนวกระดูกสันหลัง นำพาเส้นประสาทไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกาย อันนี้ก็คือระบบประสาททั้งหมด จริงๆ ระบบประสาทเส้นประสาทจริงๆ แล้ว มันก็มีการซ้อนทับกันกับเส้นลมปราณ หลอดเลือดมันก็วิ่งไป เรากำหนดให้เห็นหลอดเลือด กำหนดให้เห็นหลอดเลือดที่มันไปเลี้ยงสมอง กำหนดให้เห็นอวัยวะภายในหัวใจ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ หลอดเลือดฝอยที่มันเกาะอยู่ผิวนอกของหัวใจ ไอ้หลอดเลือดฝอยที่มันเกาะอยู่บริเวณภายนอกหัวใจเกาะอยู่ที่ผิวนอกๆ มันเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจให้มีแรงในการเต้นอีกที แล้วก็มีหลอดเลือดหลักสำคัญที่เป็นหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจให้ทำงานได้ เขาเรียกว่าโคโรน่าเทอรี่ เส้นเลือดฝอยนั้นก็ส่วนกล้ามเนื้อ
คราวนี้เราก็ดูลงไปเห็นปอด เห็นปอดทะลุลงไปเห็นถุงลมในปอด เราก็กำหนดดูให้เห็นว่าปอดเรามันมีความสะอาดหรือสกปรก มันทำงานได้เต็มที่ทุกเซลล์ทุกถุงลมของปอดไหม ถ้าปอดมันเสียหายมันจะมีอาการ ถ้าเวลาเอกซเรย์จะเห็นเป็นฝ้าขาว และในขณะเดียวกัน ถ้าปอดมันมีการบวมน้ำที่เรียกว่าน้ำท่วมปอด ฟังก์ชั่นของปอดที่มันจะดูดซึมอากาศมันก็จะไม่มี เราก็กำหนดดูว่าปอดมันความสกปรกไหม ฝุ่นมันมาทำลายเซลล์ของถุงลมในปอดไหม หลอดลมที่มันเป็นท่อต่อมาจากคอแล้วก็แยกออกไปเป็นสองออกไปยังปีกของปอดทั้งสองขั้ว ดูว่ามันมีการระคายเคืองจากฝุ่นไหม พอเราเห็นพอเราดู
คราวนี้ต่อมาก็คือกำหนดจิตให้เห็นเป็นแสง บุญจากกุศลที่เราให้ชีวิตทานปล่อยปลา บุญที่เราถวายยาคิลานะเภสัชถวายพระถวายเป็นสังฆทาน บุญที่ทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอายุยืนนาน ศีลที่เราไม่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เราก็น้อมเป็นกระแสของบุญ น้อมอาราธนาพุทธานุภาพลงมาเป็นแสง เป็นแสงวิ่งชำระล้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดลมของเรา ขั้วปอดหลอดลมที่มันแยกไปขั้วปอดทั้งสองข้าง ปอดทั้งสองข้างให้สะอาดใส ฟอกด้วยกำลังจิตตานุภาพ ด้วยกำลังพุทธานุภาพ ด้วยกำลังของบุญกุศล ให้ปอดของเราสะอาด ไล่ตั้งแต่โพรงจมูก กำหนดจับลม กำหนดกลั่นปราณ ปราณกระแสพลังเป็นแสงสว่างไปพร้อมกับอากาศที่เราหายใจ ฟอกตั้งแต่ภายในโพรงจมูก รูจมูก โพรงจมูก หลอดลม หลอดลมที่แยกออกไปยังขั้วปอดทั้งสองข้าง ปอดทั้งสองข้างลงลึกไปจนกระทั่งถึงถุงลมทุกถุงจำนวนมากมาย ปอดทั้งสองข้างมันก็จะแยกเป็นกลีบ ให้นึกเอาว่ามันคล้ายๆกับส้มโอ มันแยกเป็นกลีบแต่ละกลีบที่มันแยกออกมามันก็มีถุงลมจำนวนมากอยู่ข้างใน กำหนดให้ปอดทั้งสองข้างสมดุลสว่าง ลมปราณฟอกปอด ปอดสะอาดขึ้น พลังปราณพลังจิตชักนำอนุภาคฝุ่นพิษสารพิษทั้งหลาย ปราณนำพาขับออกพร้อมกับลมหายใจออก ลมหายใจเข้าดึงปราณพลังชีวิตกำลังบุญกำลังพุทธานุภาพเป็นแสงวิ่งเข้าไปในปอด พอหายใจออกชักนำฝุ่นละอองสารพิษ ออกไปพร้อมกับลมหายใจออก ขับพิษออกผ่านทางลมหายใจ หายใจช้าลึกยาวละเอียด
เมื่อกลั่นลมหายใจฟอกปอดแล้ว เราก็กำหนดจิต กำหนดจิตที่หัวใจของเรา กำหนดรู้ในอาการเต้นตุ้บที่เรียกว่า “สันตติ” จิตกำหนดที่หัวใจข้างซ้าย เห็นภาพรู้สึกถึงหัวใจอย่างชัดเจน รู้สึกถึงอาการเต้นตุ้บของหัวใจอย่างชัดเจน กำหนดน้อมให้บุญให้แสงสว่างให้กำลังพุทธานุภาพไหลเวียนผ่านตรงไปยังหัวใจ กำหนดน้อมให้กระแสบุญแสงสว่างพุทธานุภาพ ไหลเวียนผ่านเลือดหล่อเลี้ยงอยู่ในหัวใจของเรา จนรู้สึกได้ว่ามีอาการเย็นที่หัวใจ
จากนั้นกำหนดให้ธาตุรู้ให้พลังชีวิตให้กำลังบุญ ไหลเวียนไปพร้อมกับกระแสโลหิตทั้งหมดที่ผ่านหัวใจ หัวใจเราสว่างเอาไว้นะ เหมือนกับเลือดเมื่อไหร่เวียนเข้ามาแล้วก็นำพาพลังชีวิตนำพากำลังบุญแสงสว่าง ธาตุรู้วิ่งไปพร้อมกับหลอดเลือดไปยังอวัยวะทุกส่วนทั่วทั้งร่างกาย พลังชีวิตพลังปราณกำลังบุญกำลังพุทธานุภาพ ตัวรู้ธาตุรู้ที่วิ่งไปพร้อมกับกระแสโลหิต เมื่อรู้สึกสัมผัสว่ากระแสเลือดหลอดเลือดจุดใดส่วนใดอวัยวะใดที่ไปเลี้ยงส่วนใด มันตีบมันตันมันเล็ก กำลังปราณกำลังบุญแสงสว่างกำลังพุทธานุภาพธาตุรู้ก็ทะลวงหลอดเลือดบริเวณนั้นให้มันปลอดโปร่งให้มัน Flow กระแสเลือดกลับฟื้นคืนมาเป็นปกติ ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้สึกสัมผัสคัดแยก กำหนดรู้จำเพาะเจาะจง ถึงความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเฉพาะหลอดเลือดทั่วร่างกายทั่วกายเราทั้งหมด ศีรษะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง หลอดเลือดด้านหลังก้านท้ายทอย หลอดเลือดใหญ่บริเวณลำคอที่ไปเลี้ยงสมอง หลอดเลือดที่แยกเป็นเส้นเลือดใหญ่อยู่ในพับด้านในของแขนของขาไปเลี้ยงถึงปลายมือปลายเท้า หลอดเลือดแต่ละเส้นจำเพาะเจาะจงที่ไปเลี้ยงอวัยวะแต่ละส่วนภายในทั่วร่างกาย กำหนดรู้หลอดเลือดทั่วกายของเราไหลเวียนโคจรเปี่ยมพลัง กำหนดรู้ในอาการเต้นตุ้บของชีพจรทั่วกายทุกส่วน เห็นหลอดเลือดทั่วกายเป็นเส้นแสงสว่าง หัวใจสว่าง
กำหนดจิตอยู่ในฌานสมาธิ กำหนดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเต้นตุ้บเห็นเส้นแสงสว่าง เห็นหัวใจสว่าง ใช้จิตฌานญาณสมาธิล้างหลอดเลือด สงบนิ่งกำหนดรู้ในอาการเต้นตุ้บ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วกาย เมื่อเลือดกระแสโลหิตที่ผ่านพลังผ่านปราณ ประสานกำลังบุญกำลังพุทธานุภาพธาตุรู้ ไหลเวียนทั่วร่างไปยังอวัยวะส่วนใด ก็ไปเสริมเติมพลังชีวิตส่วนที่พร่องของอวัยวะส่วนนั้น ให้เกิดความแข็งแรงสมดุล เกิดการแบ่งตัวแบ่งเซลล์ การทำงานที่สมดุลสมบูรณ์เป็นปกติ ผ่านพลังไปทั่วร่าง ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อาการเต้นตุ้บของหลอดเลือดชีพจรชัดเจนทั่วกาย รู้สึกสัมผัสได้ว่าเซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วนทั่วร่างกายเราได้รับการอัดฉีด กระแสโลหิตได้รับการอัดฉีดพลัง ทั้งพลังปราณทั้งพลังบุญ กายเนื้อของเราสะอาดขึ้นสว่างขึ้นใสขึ้น กำหนดจิตสงบนิ่ง ในความนิ่งธาตุรู้รู้ตื่นในกาย รู้สึกถึงความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่ชัดเจนที่สุด รู้สึกถึงอาการเต้นตุ้บของชีพจรที่มีพลังปราณมีกระแสโลหิตไหลเวียนหล่อเลี้ยงกระตุ้นเซลล์ทุกส่วนทั่วร่างกาย
จากนั้นเรากำหนด เป็นการกำหนดในการบำบัดเป็นปัจเจกบุคคล คือใครก็ตามที่รู้สึกว่าตัวเองป่วยมีปัญหาด้านสุขภาพอวัยวะตรงส่วนใด ก็กำหนดให้กระแสของปราณกระแสของพุทธานุภาพกระแสของตัวรู้ วิ่งไปที่จุดนั้นอวัยวะนั้นหรือกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ ที่มีปัญหาพร้อมกับกำหนดเจาะจงรู้สึกถึงอาการเต้นตุ้บชีพจรและจุดนั้น พร้อมกับกำหนดว่าพลังชีวิตพลังปราณพลังแห่งการเยียวยารักษากำลังพุทธานุภาพกำลังบุญ วิ่งไปหล่อเลี้ยง ณ จุดที่มีปัญหานั้น กำลังบำบัดกำลังปรับเซลล์ปรับสมดุลพลังงานใหม่
จากนั้นกำหนดจิตกลับมาจดจ่ออยู่กับหัวใจของเรา รู้สึกถึงสภาวะของสันตติการเต้นตุ้บหัวใจ จากนั้นเราวกให้สันตติกลายเป็นวิปัสสนาญาณ กำหนดบริกรรมตามจังหวะการเต้นตุ้บของสันตติ ตุ้บเกิดตุ้บดับ เกิดดับเกิดดับ บริกรรมพิจารณา เมื่อภาวนาจนจิตจับความหมายของคำบริกรรมได้แล้วเราก็พิจารณาต่อ เมื่อกายนี้เมื่อหัวใจมันหยุดเต้นมันก็ดับ เมื่อมันกลับมาเต้นใหม่มันก็เกิด เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายทั่วร่างกายมันมีตายไปในทุกวินาที แล้วก็มีการเกิดคือการสร้างใหม่ในทุกวินาที มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เราเกิดเราตายภายในระดับเซลล์อยู่ตลอดเวลา พิจารณาต่อไปว่า และเมื่อไหร่ก็ตามที่หัวใจดวงนี้มันหยุดเต้นอย่างถาวรเราก็ตายจากร่างกายขันธ์ห้านี้ จิตเราไม่ได้มีความห่วงความยึดความอาลัยในขันธ์ 5 ร่างกาย เรากำหนดใช้ร่างกายนี้เพื่อสร้างบารมีในการบำเพ็ญทานศีลภาวนา ใช้ร่างกายนี้เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม เจริญพระกรรมฐานสร้างความดีสาธารณประโยชน์ไว้กับโลกมนุษย์
กำหนดจิตขอบคุณร่างกายนี้ที่ก้าวเดินพาเราไปทำบุญ มือที่นำพาให้เราได้ถวายทานถวายมหาสังฆทาน ร่างกายที่เป็นครูสอนให้เห็นในวิปัสสนาญาณ กำหนดจิตขอบคุณร่างกายนี้และในขณะเดียวกันจิตก็ไม่ยึดปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นจากร่างกายนี้ เมื่อเราปล่อยวางร่างกาย เราก็กำหนดจิตรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้ากำหนดภาพองค์พระสว่างขึ้นมาซ้อนกับกาย แล้วก็เห็นอวัยวะภายในที่ซ้อนกับกายขันธ์ 5 มันใสๆ องค์พระสว่างชัดเจนอยู่ภายในกายที่เป็นแก้วใสอวัยวะภายในเป็นแก้วใส แต่องค์พระสว่างเป็นเพชร
กำหนดจิตกำหนดกายทิพย์ทับซ้อนอยู่กับขันธ์ 5 กายเนื้อ จากนั้นทำช้าๆนะ
กำหนดตอนนี้กายทิพย์ทับซ้อนอยู่กับกายเนื้อ เวลาที่เคลื่อนกายทิพย์ออกจากกายเนื้อ กำหนดจิตให้เห็นว่ากายที่เคลื่อนออกมา เปลี่ยนจากกายที่มันเหมือนกับกายมนุษย์ตอนแรก กลายเป็นกายพระวิสุทธิเทพลุกออกมาจากกายเนื้อ เมื่อลุกออกมาแล้วเราก็หันหลังกลับมามองกายเนื้อที่นั่งอยู่หรือนอนอยู่ก็ตาม แล้วก็กำหนดให้เห็นกายเนื้อที่เราใช้กายทิพย์ออกมามอง กลับคืนสู่สภาวะตามธรรมชาติเป็นปกติก็คือมองเห็นทะลุเป็นอวัยวะสดๆทั้งหมดในกาย มองเห็นทะลุโดยสามารถกำหนดจิตญาณเครื่องรู้ธาตุรู้เรา แยกขอดูแต่ละระบบได้ เห็นแต่สมองเส้นประสาทกระดูกสันหลังแล้วก็เส้นของเส้นประสาทที่มันแยกจากกระดูกสันหลังกระจายออกไป ดูเฉพาะสิ่งที่มันเป็นระบบประสาทสมองทั้งหมด มองให้เห็นเส้นประสาทที่มันส่งกระแสไฟฟ้าเป็นสัญญาณเป็นไฟฟ้าอ่อนๆ เส้นประสาทที่มันไปเชื่อมโยงกับหู ไปเชื่อมโยงกับตา ไปเชื่อมโยงกับประสาทสัมผัสทางกลิ่น ประสาทสัมผัสเส้นประสาทที่มันไปเชื่อมโยงกับผิว ก็คือรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งนิ่ม
กำหนดรู้การเชื่อมโยงกายเนื้อกายหยาบขันธ์ 5 ที่มันไปเชื่อมโยงกับอายตนะ เส้นประสาทที่ไปเชื่อมกับตาก็เห็นรูป เส้นประสาทที่ไปเชื่อมกับหูก็ได้ยินเสียง ประสาทสัมผัสที่ไปเชื่อมกับกลิ่นก็ได้กลิ่นทางจมูก ประสาทสัมผัสที่มันมาเชื่อมโยงกับลิ้นก็สัมผัสถึงรสชาติอาหาร ประสาทสัมผัสที่เชื่อมกับผิวมันก็เกิดความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งที่ว่ารวมเป็นอายตนะทั้ง 5 ผ่านประสาทเป็นกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าสัญญาณก็ไปเกิดการรับรู้ภายในสมอง พิจารณาเห็นกาย สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่สัญญาณของไฟฟ้า เป็นแค่แสงที่วิ่งมาเป็นกระแสไฟฟ้าที่วิ่งมาทางเส้นประสาท ที่เหลือเราก็ไปปรับปรุงแต่งเอา เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นขัดเคืองเป็นไม่พอใจ เป็นชอบใจ สรุปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นแค่พลังงานเป็นแค่ไฟฟ้ากระแสไฟฟ้า กำหนดจิตว่าเราไปหลงทุกข์หลงโกรธหลงโลภ หลง หลง ก็เพียงแค่กระแสไฟฟ้าที่มันมาสัมผัส กำหนดจิตปล่อยวาง กำหนดจิตรู้ตื่นรู้เท่าทันมายาหลอกลวงจากขันธ์ 5 นี้ จิตปล่อยวาง จิตวางเฉย จิตรู้ตื่นขึ้น
จากนั้นกำหนดจิตกายพระวิสุทธิเทพที่ออกมาดูกาย กำหนดให้เห็นกายในอาการ 32 อวัยวะภายในทั้งหมดเกาะอยู่กับกาย ผิวคือผมขนเล็บฟันหนังลอกออกไปให้หมด เนื้อลอกออกไปให้หมด หนังชั้นไขมันทุกอย่างลอกออกไปให้หมด เหมือนอวัยวะภายในมันก่ออยู่เฉยๆอยู่กับกายนี้ กำหนดจิตพิจารณาเห็นกาย กายในสภาวะแห่งอาการ 32 เห็นอวัยวะทุกส่วนชัดเจน กำหนดจิตพิจารณาปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ 5 พิจารณาเป็นอสุภสัญญา พิจารณาเป็นอาการทั้ง 32 ที่แยกออก หมดความสวยงาม หมดความน่าหลงใหล เมื่อจิตปล่อยวางจากกายแล้ว ก็กำหนดอธิษฐาน ว่าปัญญาญาณ ปัญญาแห่งวิปัสสนาญาณที่เป็นเครื่องตัดเครื่องวาง จิตเราปล่อยวางตัดกายตัดขันธ์ 5 เราปรารถนาในพระนิพพานเพียงจุดเดียว ขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีร่างกายก็เป็นความทุกข์ มีขันธ์ 5 ก็เป็นทุกข์ อวัยวะอาการ 32 ทั้งหลาย ทุกส่วนล้วนแล้วแต่เป็นรังของโรคได้ทั้งหมด เจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกส่วน ร่างกายนี้จะเป็นชาติสุดท้ายของเรา เราเมื่อตายจากร่างนี้เราก็ขอไปพระนิพพาน
จากนั้นกำหนดจิตขอบารมีพระพุทธองค์ น้อมนำอาราธนาให้กายทิพย์พุ่งขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐมบนพระนิพพาน เมื่อกราบลงแล้วก็ตั้งจิตว่าขอให้จิตข้าพเจ้าปักไว้อยู่กับพระนิพพาน จากนั้นแผ่เมตตาน้อมจิตน้อมกระแส ว่าขอให้ญาณเครื่องรู้ของข้าพเจ้า ให้จิตข้าพเจ้ามีความคล่องตัวในการตัดกายในการรู้กายในการละกาย จำไว้ว่าการปฏิบัติธรรมในส่วนที่เป็นทางให้เกิดมรรคผล ก็คือการปล่อยวาง การปล่อยวางคือตัวมรรคผล ปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งละกิเลสได้มากขึ้นเพียงนั้น ฝึกวางปล่อยวางให้เร็ว ปล่อยวางให้ลึกลงถึงจิต ฝึกจนการปล่อยวางนำจิตเราเข้าสู่ความสงบที่สูงขึ้น วางปุ๊บจิตเข้าสู่ฌานสมาบัติสูงเต็มกำลัง ถ้าฝึกปล่อยวางจนจิตเข้าสู่สมาบัติ คราวนี้กำลังของสมาธิกำลังของอภิญญาอันเกิดขึ้นจากการปล่อยวาง ก็จะกลายเป็นโลกุตระอภิญญา ยิ่งวางยิ่งจิตบริสุทธิ์ ยิ่งวางยิ่งสงบ ยิ่งวางจิตยิ่งยกภูมิจิตขึ้นสูง ภูมิธรรมยิ่งสูงจากการปล่อยวาง ยิ่งวางยิ่งเบา กำหนดจิตปล่อยวาง จนจิตเอิบอิ่มแย้มยิ้มเป็นสุขสว่าง
จากนั้นเรากราบลาพระพุทธองค์ วันนี้สมควรกับเวลา กราบลาพระพุทธองค์พร้อมกับน้อมจิตน้อมกระแสอาราธนากระแสจากพระนิพพาน แผ่เมตตาไปทั่วสามแดนโลกธาตุสว่าง ปล่อยวางความโกรธความพยาบาทความอาฆาต จิตอยู่กับเมตตา จิตยิ่งสว่างบริสุทธิ์สูงขึ้น กำหนดจิตเมื่อแผ่เมตตาแล้ว เราก็น้อมจิตน้อมบุญกุศลลงสู่โลก ลงสู่ดินแดนสยามประเทศ ขอบุญรักษาชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ขอบุญจงส่งผลให้เหตุการณ์ทั้งหลายบนโลกมนุษย์ใบนี้ สำเร็จเสร็จสิ้นเข้าสู่จุดที่สิ้นสุดแห่งกลียุคและเข้าสู่ยุคแห่งชาววิไลโดยเร็ว ขอความจริงทุกอย่างจงเปิดเผยขึ้น ความดีความชั่วความถูกความผิดที่ปรากฏขึ้นบนโลก เมื่อปรากฏขึ้นแล้วก็จะได้ปรับโลกใบนี้ให้เข้าอยู่ในที่ที่ถูกที่ควร เมื่อปรับเปลี่ยนได้เมื่อไหร่ก็จะเริ่มเข้าสู่ยุคชาววิไล ช่วงนี้ก็ยังเป็นช่วงที่ยังไม่พ้นเขตของวิบากกรรม ยังไม่พ้นเขตของการกวาดล้าง เราก็น้อมขอให้กระแสบุญ บุญทานศีลภาวนา บุญบารมี บุญพระกรรมฐาน ส่งผลคุ้มครองเราทุกคนให้ก้าวผ่านพ้นเข้าสู่ยุคชาววิไลได้ทุกคน น้อมจิตอธิษฐาน
จากนั้นกำหนดน้อมแสงสว่างกระแสพระนิพพานลงมาชำระล้างฟอกธาตุขันธ์อีกครั้งหนึ่ง ผมขนเล็บฟันหนังสว่างใสเป็นแก้ว โครงกระดูกหลอดเลือดเส้นเอ็นสว่างใสเป็นแก้ว อาการ 32 ทั่วร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน เซลล์ทุกเซลล์ สะอาดใสเป็นแก้ว กายเนื้อกายทิพย์สว่าง กายทิพย์พุ่งกลับมายังโลกมนุษย์มายังกายเนื้อ กายเนื้อกายทิพย์สว่าง จิตผ่องใสกายสังขารผ่องใส ถ้าจิตเป็นผู้มักโกรธมีโทสะยิ่งเกิดโรคหัวใจยิ่งเกิดโรคความดัน อารมณ์การปรุงแต่งสร้างโรคภัยไข้เจ็บ จิตยิ่งเมตตายิ่งผ่องใส ใบหน้าผิวพรรณยิ่งเปล่งปลั่งยิ่งสว่างยิ่งเป็นสุข
กำหนดจิตกำหนดรู้ที่จะรักษาใจรักษาอารมณ์จิตอารมณ์พระกรรมฐานไว้
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้เราทุกคนมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงสามารถที่จะใช้กำลังสมาธิในการบำบัดรักษาโรคเฉพาะตนของเราได้ แล้วก็ใช้เป็นเครื่องป้องกันจากอันตรายของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่เข้ามา สำหรับสัปดาห์หน้าอาจารย์ต้องเดินทางไปประสานงานที่จังหวัดสกลนครในเรื่องการสร้างพระเจ้าองค์แสน ดังนั้น 2 วันก็น่าจะไม่ได้สอนสมาธิ ข้ามไปอีกสัปดาห์นึง ก็ขอให้เราทุกคนถึงแม้ว่าอาจารย์ไม่ได้สอน แต่ก็จงพยายามขยันฝึกของเราเองในชีวิตประจำวันให้ทุกวันไว้ จำไว้ว่าสมาธิการปฏิบัติธรรมมรรคผลเป็นเรื่องของความสม่ำเสมอ แต่ถ้าเมื่อไหร่เราจับหลักได้ว่าการปล่อยวางคือมรรคผล การปล่อยวางคือผลที่เราต้องการจากการเจริญวิปัสสนาญาณ ดังนั้นเราก็โฟกัสจุดที่ใกล้ที่สุดก็คือฝึกปล่อยวาง
วิปัสสนาญาณเป็นเครื่องพิจารณาให้เกิดผลคือการปล่อยวาง แต่ถ้าเราปฏิบัติตรงจุดที่เป็นผลเลยก็คือปล่อยวาง การปฏิบัติก็เร็วขึ้นด้วยเหตุนี้ในช่วงหลังอาจารย์เลยสอนให้ปล่อยวางกายปล่อยวางจิตตั้งแต่ต้น เมื่อทำเมื่อเข้าใจการปฏิบัติเจริญพระกรรมฐานก็ยิ่งเร่งเร็วลัดขึ้นกว่าปกติ แต่ตรงจุดนี้จะสอนได้ก็ต้องมีผู้ที่ปฏิบัติมาบ้างมีพื้นมาก่อนจะเข้าใจแล้วก็พอเข้าถึงได้
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้เราทุกคนมีความคล่องตัวเกิดผลในการปฏิบัติ โมทนาบุญกับเพื่อนทุกคน หายใจเข้าช้าๆลึกๆ ถอนจิตจากสมาธิด้วยจิตอันเป็นสุข ด้วยกายสังขารที่ผุดผ่องผ่องใส มีความสมบูรณ์เข้มแข็ง สุขกายสุขใจกันทุกคน สำหรับวันนี้สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณรัตนา